วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกฯ ชี้บ้านเมืองสงบ รายได้ท่องเที่ยวเพิ่ม คาดสิ้นปีพุ่ง 2 ล้านล้าน

นายกฯ ชี้บ้านเมืองสงบ รายได้ท่องเที่ยวเพิ่ม คาดสิ้นปีพุ่ง 2 ล้านล้าน

  • Share:

นายกฯ ชี้ไทยรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น คาดสิ้นปีสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ชูตลาดประชารัฐประสบความสำเร็จ เตรียมยกระดับเป็นตลาดกลางพืชผลเกษตร สร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจ เลิกหวังพึ่งเงินสีเทาหล่อเลี้ยง ขอเลิกกลัว-เลิกบ่น-ปฏิรูปตัวเอง ไม่ยึดติดกับวิถีเดิมๆ

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า ตนมีเรื่องที่น่ายินดีของบ้านเมืองมาบอก ประเทศไทยได้รับเกียรติให้ชนะการโหวตจากเวที Travel Bulletin ที่เรียกว่ารางวัล STAR AWARDS 2018 ซึ่งบรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวในสหราชอาณาจักร ยกให้ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นลำดับที่ 2 ในประเภทหลักสูตรการฝึกอบรมออนไลน์ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมและบริการด้านการท่องเที่ยว เป็นภาพพจน์ดีๆ ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกอีกครั้ง หลังเราได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้คน อันดับ 1 ของโลก จากนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำสหรัฐฯ

ทั้งนี้ในระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเกือบร้อยละ 10 โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ปราศจากความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนน เรามีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.14 ล้านล้านบาทในปี 57 และคาดว่าจะมีรายได้สูงถึง 2 ล้านล้านบาทในสิ้นปีนี้ ขณะที่ตลาดภายในประเทศส่งเสริมไทยเที่ยวไทย เป็นอีกนโยบายที่รัฐบาลเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ลงท้องถิ่น เชื่อมโยงเศรษฐกิจทุกระดับ ผ่านนโยบายเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนภาษีได้ตลอดปี 61 ซึ่งเหลืออีก 4 เดือนเท่านั้น

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ขอให้เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ สำรวจความเรียบร้อยอย่าเอารัดเอาเปรียบ และดูแลเรื่องความปลอดภัยของระบบแจ้งเตือนภัย กล้องวงจรปิด เครื่องเล่นต่างๆ ด้วย รวมทั้งความสะอาดของห้องน้ำ และสถานที่ให้พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน อย่าให้เขามาเที่ยวครั้งเดียว แล้วเขาก็เข็ด ไม่อยากจะมาอีก

ส่วนระดับฐานรากทั่วทั้งประเทศ ส่งเสริมตั้งตลาดประชารัฐ เพื่อเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 6,600 แห่งทั่วไทย ระยะเวลา 8 เดือน โดยมีผู้ผลิต เกษตรกร ผู้ประกอบการ มาลงทะเบียนเพื่อนำสินค้ามาขายในตลาดกว่า 1 แสนราย และได้รับการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายแล้วกว่า 96,000 ราย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้กว่า 1,200 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบเพิ่มกว่า 1,800 บาทต่อเดือน ตั้งคลินิกผู้ประกอบการระดับอำเภอ และเปิดให้มีการอบรมไปแล้วจำนวนมากกว่า 6,000 ราย

โดยก้าวต่อไปของโครงการตลาดประชารัฐ กระทรวงมหาดไทย จะร่วมกับหน่วยงานเจ้าของตลาด ขยายตลาดประชารัฐในพื้นที่ให้เป็นไปในลักษณะตลาดกลางพืชผลทางการเกษตรคัดเลือก และสนับสนุนเกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายในตลาดประชารัฐ คัดเลือกตลาดประชารัฐที่ดำเนินการเป็นเลิศแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นต้นแบบและถอดบทเรียนผลความสำเร็จ สู่การดำเนินงานของตลาดประชารัฐ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

"ผมเองเห็นว่า ตลาดคือวิถีชีวิตของคนไทย หากรัฐสามารถเข้าไปสนับสนุนสร้างความยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ ในระดับฐานรากได้ โดยไม่ต้องหวังพึ่งเงินจากกิจกรรมสีเทามาหล่อเลี้ยง วงจรเศรษฐกิจของชุมชนทุกคนประกอบสัมมาชีพตามความถนัดและสร้างไทยไปด้วยกัน สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องยางพาราและพืชผลเกษตรชนิดอื่นๆ ที่อาจจะมีราคาตกต่ำ รัฐบาลกำลังหารือกับทุกๆ ฝ่าย ต่างฝ่ายต่างคงต้องช่วยกันนะครับ คนละไม้ละมือ ทั้งสองฝ่ายจึงจะประสบผลสำเร็จ"

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาเราคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อค่าเงิน ราคาหุ้น และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในหลายประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกในช่วงแรกๆ เกิดวิกฤติในประเทศเวเนซุเอลา เราต้องเป็นกำลังใจให้เขาแก้ปัญหาให้ได้ แล้วก็ระมัดระวังอย่าให้เราเดินไปสู่จุดนั้น โดยหลายประเทศที่ประสบปัญหามีภาวะขาดดุลแฝด ได้แก่การขาดดุลการคลังของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีการใช้จ่ายสูงกว่ารายได้มาก ทำให้ต้องชดเชยโดยการกู้ยืมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักเป็นผลจากความต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สูงเกินความจำเป็น ส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศปรับสูงขึ้นจึงต้องประสบปัญหาเงินเฟ้อ หรือเงินเสื่อมมูลค่าในอัตราที่สูง และอีกด้านคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หมายถึงรายได้สุทธิจากการขายสินค้าและบริการ กับต่างประเทศติดลบ เพราะมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าสูงกว่าที่ขายสินค้าส่งออก ทำให้ต้องสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศออกไป

การขาดดุลแฝดนี้ได้บั่นทอนความมั่นคงด้านการคลัง ส่งผลต่อขีดความสามารถของประเทศ ในการรองรับความเสี่ยง และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้มีการนำเงินทุนออกจากประเทศเหล่านี้ และเงินตราของประเทศก็ได้อ่อนค่าลงมาก ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ อาจติดโรคหรือประสบปัญหาในรูปแบบที่คล้ายกันนี้ได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีฐานะด้านต่างประเทศ ไม่เข้มแข็งนัก เช่น มีเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ หรือลดลงต่อเนื่องรวมทั้งมีหนี้ต่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้มีนักลงทุนทยอยนำเงินออกนอกประเทศที่มีอาการเหล่านี้ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ ที่ค่าเงินได้ปรับอ่อนลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

ท่ามกลางปัญหาทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เห็นได้จากค่าเงินที่อ่อนลงไม่มาก และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ปรับลดลงมากนักที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าประเทศของเราได้รับบทเรียนจากปี 40 ที่ทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งภาครัฐ เอกชน ธนาคารพาณิชย์ ต่างตั้งอยู่บนความพอเพียง มีความพอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันส่งผลให้มีความเข็มแข็งในทุกภาคส่วที่สำคัญด้านต่างประเทศเรามีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ล่าสุด ณ สิ้นเดือน ส.ค. เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่เกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เราจึงยังไม่เห็นภาพการไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในบางประเทศและในทางที่กลับกัน เราอาจจะเห็นว่ามีนักลงทุนบางส่วนเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เข้ามาในไทยอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญก็ คือ การกระจายการเติบโตในด้านมหภาค มาสู่จุลภาค มาสู่ประชาชน และธุรกิจรายย่อย ผู้มีรายได้น้อยให้ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจในการจะแสวงหาแนวทาง และริเริ่มมาตรการใหม่ๆ เพื่อนำมาดูแลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างทั่วถึงให้มากที่สุด

ทั้งนี้ขอฝากไว้ว่าการปฏิรูป ก็คือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะต้องเริ่มจากตนเองก่อน ต้องหาความรู้ ต้องไม่หยุดพัฒนาตนเอง ตนได้ยินคำพูดจากพี่น้องเกษตรกรบางคน ที่เคยมีรายได้น้อย จากการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม แต่เขาก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เริ่มลงมือทำโดยมีข้อมูล คำแนะนำที่ถูกต้อง ถ้าทุกคนมัวแต่กลัว บ่น ไม่พอใจ เราก็จะยึดติดกับวิถีเดิมๆ แล้วเราก็จะไม่มีทางดีขึ้นได้อย่างแน่นอน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้